ฟอเร็กซ์คืออะไร ทำงานอย่างไร และใครคือคนเทรดในตลาดนี้
ทำความเข้าใจตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราตั้งแต่พื้นฐาน ตลาดเปิดกี่ชั่วโมง ใครเป็นผู้เล่นหลัก โบรกเกอร์ทำอะไร และต่างจากการแลกเงินเที่ยวต่างประเทศอย่างไร
บทความนี้เรียบเรียงด้วยระบบอัตโนมัติจากแหล่งข้อมูลท้ายบทความและตรวจทานโดย Admin

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เราต้องเอาบาทไปแลกเป็นเงินสกุลอื่น นั่นคือการแลกเปลี่ยนเงินตราในรูปแบบที่ใกล้ตัวที่สุด ส่วนฟอเร็กซ์ (Forex หรือ FX ย่อมาจาก Foreign Exchange) คือตลาดขนาดใหญ่ที่เงินสกุลต่าง ๆ ถูกซื้อขายกันทั่วโลก ทั้งเพื่อใช้งานจริงและเพื่อเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคา
บทความนี้อธิบายพื้นฐานให้เข้าใจภาพรวมก่อนเริ่มศึกษาเรื่องอื่น ๆ
ฟอเร็กซ์ทำงานอย่างไร: ซื้อสกุลหนึ่ง ขายอีกสกุลหนึ่งเสมอ
ในตลาดฟอเร็กซ์ เงินสกุลต่าง ๆ ถูกซื้อขายเป็น "คู่เงิน" เช่น EURUSD คือยูโรเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
- สกุลแรก (EUR) เรียกว่า Base Currency หรือสกุลหลัก
- สกุลหลัง (USD) เรียกว่า Quote Currency หรือสกุลที่ใช้บอกราคา
ถ้า EURUSD เท่ากับ 1.1000 แปลว่า 1 ยูโรมีมูลค่า 1.1000 ดอลลาร์สหรัฐ
การซื้อ EURUSD คือการซื้อยูโรพร้อมกับขายดอลลาร์ ส่วนการขาย EURUSD คือการขายยูโรพร้อมกับซื้อดอลลาร์ ราคาจะขยับตามอุปสงค์และอุปทานของสองสกุลนี้ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย เช่น นโยบายของธนาคารกลาง ภาวะเศรษฐกิจ และความต้องการใช้เงินสกุลนั้นจริง ๆ
ตลาดไม่มีศูนย์กลาง และเปิดเกือบ 24 ชั่วโมง
ต่างจากตลาดหุ้นที่มีตลาดหลักทรัพย์เป็นศูนย์กลาง ฟอเร็กซ์เป็นตลาดแบบ OTC (Over-the-Counter) คือการซื้อขายตกลงกันผ่านเครือข่ายของธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลก ไม่มีสถานที่เดียวที่ทุกคำสั่งไปรวมกัน
เพราะเป็นเครือข่ายระดับโลก ตลาดจึงเปิดต่อเนื่องตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยเวลาซื้อขายหมุนเวียนไปตามศูนย์กลางการเงินสำคัญ ได้แก่
- ซิดนีย์
- โตเกียว
- ลอนดอน
- นิวยอร์ก
ตลาดปิดช่วงสุดสัปดาห์ ช่วงเวลาที่ตลาดสองแห่งเปิดทับซ้อนกัน (เช่น ลอนดอนกับนิวยอร์ก) มักมีการซื้อขายคึกคักกว่าช่วงอื่น เวลาเปิดปิดจริงอาจเปลี่ยนไปตามเวลาออมแสงของแต่ละประเทศ จึงควรเช็กตารางเวลาของแพลตฟอร์มที่ใช้อีกครั้ง
ใครเป็นผู้เล่นในตลาดฟอเร็กซ์
ผู้เล่นมีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเป้าหมายต่างกัน
- ธนาคารกลาง ดูแลนโยบายการเงินและเงินสำรองของประเทศ บางครั้งเข้าแทรกแซงค่าเงิน
- ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เป็นผู้ทำราคาหลักในตลาด รับคำสั่งแลกเงินจากลูกค้าและซื้อขายระหว่างกัน
- บริษัทธุรกิจ เช่น ผู้นำเข้า ส่งออก ที่ต้องจ่ายหรือรับเงินต่างสกุล
- กองทุนและผู้จัดการเงินลงทุน ซื้อขายเพื่อบริหารพอร์ตหรือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
- นักเทรดรายย่อย คือบุคคลทั่วไปที่ซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ โดยเป็นส่วนเล็ก ๆ ของตลาดทั้งหมด
- นักท่องเที่ยวและคนทำงานต่างประเทศ ที่แลกเงินเพื่อใช้จ่ายหรือส่งเงินกลับบ้าน
จะเห็นว่าคนจำนวนมากใช้ตลาดนี้เพราะจำเป็นต้องใช้เงินต่างสกุลจริง ๆ ไม่ได้มาเพื่อเก็งกำไรทั้งหมด
โบรกเกอร์ทำหน้าที่อะไร
นักเทรดรายย่อยเข้าถึงตลาดระหว่างธนาคารโดยตรงไม่ได้ จึงต้องผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งทำหน้าที่หลัก ๆ ดังนี้
- ให้แพลตฟอร์มสำหรับดูราคาและส่งคำสั่งซื้อขาย
- เสนอราคา Bid (ราคาที่ขายได้) และราคา Ask (ราคาที่ซื้อได้)
- จัดการการรับคำสั่งและดูแลเงินในบัญชีของลูกค้า
- ให้เครดิตเรื่อง Leverage (เลเวอเรจ) ให้เทรดด้วยเงินมากกว่าเงินทุนที่วางไว้ โดยใช้เงินส่วนหนึ่งเป็นหลักประกันที่เรียกว่า Margin
รายได้ของโบรกเกอร์มักมาจาก Spread (ส่วนต่างระหว่างราคา Bid กับ Ask) และ/หรือค่าคอมมิชชัน ก่อนเลือกใช้บริการใคร ควรตรวจสอบว่าได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และอ่านเงื่อนไขเรื่องค่าธรรมเนียมและการถอนเงินให้ละเอียด
ต่างจากการแลกเงินท่องเที่ยวอย่างไร
ทั้งสองอย่างคือการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน แต่ลักษณะต่างกันมาก
| หัวข้อ | แลกเงินท่องเที่ยว | เทรดฟอเร็กซ์ |
|---|---|---|
| เป้าหมาย | ใช้จ่ายจริง | เก็งกำไรจากราคาที่เปลี่ยน |
| การรับเงิน | ได้เงินสดจริง | ส่วนใหญ่เป็นตัวเลขในบัญชี ไม่ได้รับเงินสกุลนั้นจริง |
| ทิศทาง | ซื้อเงินต่างประเทศอย่างเดียว | ซื้อหรือขายก่อนก็ได้ |
| Leverage | ไม่มี | มี ทำให้กำไรและขาดทุนขยายตัว |
| ต้นทุน | ส่วนต่างราคารับซื้อ/ขายออก | Spread หรือคอมมิชชัน |
ตัวอย่างคำนวณ 1: ส่วนต่างราคาตอนแลกเงิน
สมมติ (ตัวเลขสมมติเพื่อการเรียนรู้เท่านั้น) ร้านแลกเงินขายดอลลาร์ที่ 35.60 บาท และรับซื้อคืนที่ 34.80 บาท
- แลก 1,000 ดอลลาร์ ต้องจ่าย 1,000 × 35.60 = 35,600 บาท
- ถ้าเปลี่ยนใจขายคืนทันที ได้ 1,000 × 34.80 = 34,800 บาท
- ต่างกัน 35,600 − 34,800 = 800 บาท
ส่วนต่างนี้คือต้นทุนของการแลก ในฟอเร็กซ์ก็มีต้นทุนลักษณะเดียวกัน แต่เรียกว่า Spread
ตัวอย่างคำนวณ 2: Pip และ Lot
Pip คือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงราคาของคู่เงินส่วนใหญ่ โดย 1 Pip เท่ากับ 0.0001 ส่วน Lot คือหน่วยขนาดการซื้อขาย 1 Lot มาตรฐาน เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลหลัก
สมมติ EURUSD อยู่ที่ 1.1000 และมีคนซื้อขนาด 0.1 Lot ซึ่งเท่ากับ 10,000 ยูโร
- มูลค่าสถานะ = 10,000 × 1.1000 = 11,000 ดอลลาร์
- ถ้าราคาไปที่ 1.1050 ราคาขยับ 0.0050 หรือ 50 Pip
- กำไร = 10,000 × 0.0050 = 50 ดอลลาร์
แต่ถ้าราคาลงไปที่ 1.0950 ซึ่งเป็นการขยับ 50 Pip ในทิศตรงข้าม ผลก็คือขาดทุน 50 ดอลลาร์ในขนาดเท่ากัน
หากใช้ Leverage 1:100 จะใช้ Margin ประมาณ 11,000 ÷ 100 = 110 ดอลลาร์ เพื่อเปิดสถานะนี้ แต่อย่าลืมว่ากำไรหรือขาดทุนคำนวณจากมูลค่าเต็ม 11,000 ดอลลาร์ ไม่ใช่จากเงิน 110 ดอลลาร์ ตัวอย่างนี้ใช้อธิบายวิธีคำนวณเท่านั้น ไม่ใช่การชี้ว่าราคาจะไปทางใด
ความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้ Leverage สูงเกินไป ทำให้ขาดทุนเร็วและอาจเสียเงินทุนในบัญชีทั้งหมดได้
- ไม่ตั้ง Stop Loss หรือไม่มีแผนว่าจะยอมขาดทุนได้เท่าไรต่อครั้ง
- คาดหวังผลตอบแทนเร็วและแน่นอน ไม่มีใครการันตีกำไรในตลาดนี้ได้
- มองข้ามต้นทุน เช่น Spread ค่าคอมมิชชัน และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
- เทรดด้วยเงินที่จำเป็นต้องใช้ เช่น เงินค่าใช้จ่ายประจำเดือน
- เชื่อคำโฆษณาหรือสัญญาณซื้อขายที่รับปากผลกำไร ควรระวังเป็นพิเศษ
สรุป
ฟอเร็กซ์คือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระดับโลกที่เปิดเกือบตลอดสัปดาห์ มีทั้งธนาคาร บริษัท กองทุน และนักเทรดรายย่อยร่วมอยู่ โบรกเกอร์เป็นตัวกลางให้คนทั่วไปเข้าถึงตลาดได้ แต่การเทรดก็มีความเสี่ยงสูงกว่าการแลกเงินไปเที่ยวมาก ก่อนลงเงินจริง ควรทำความเข้าใจเรื่อง Pip, Lot, Spread, Leverage และการบริหารความเสี่ยงให้แน่นก่อน และอาจเริ่มฝึกด้วยบัญชีทดลองเพื่อดูว่าตัวเลขเหล่านี้ทำงานอย่างไรในสถานการณ์จริง