วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Margin, Free Margin และ Margin Call คืออะไร อธิบายพร้อมตัวอย่างบัญชี 500 ดอลลาร์

เข้าใจ Margin, Equity, Free Margin, Margin Level, Margin Call และ Stop Out ผ่านตัวอย่างบัญชี 500 ดอลลาร์ เพื่อบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

บทความนี้เรียบเรียงด้วยระบบอัตโนมัติจากแหล่งข้อมูลท้ายบทความและตรวจทานโดย Admin

เวลาเปิดออเดอร์ในตลาดฟอเร็กซ์หรือทองคำ คุณจะเห็นตัวเลขหลายตัวในหน้าบัญชี เช่น Balance, Equity, Margin และ Free Margin ถ้าไม่เข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณอาจถูกปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติโดยไม่ทันตั้งตัว

บทความนี้จะอธิบายทีละคำ พร้อมตัวอย่างคำนวณจากบัญชี 500 ดอลลาร์

Margin คืออะไร

Margin คือเงินส่วนหนึ่งในบัญชีที่ระบบ "กันไว้" เป็นหลักประกันเมื่อคุณเปิดออเดอร์ มันไม่ใช่ค่าธรรมเนียมและไม่ได้หายไปไหน เมื่อปิดออเดอร์ เงินส่วนนี้จะถูกปล่อยกลับมาเป็นของคุณ (ส่วนกำไรหรือขาดทุนจะคิดแยกต่างหาก)

สูตรโดยทั่วไปสำหรับคู่เงิน:

Margin = (ขนาด Lot × ขนาดสัญญา × ราคา) ÷ Leverage

ตัวอย่าง EURUSD ขนาดสัญญามาตรฐานคือ 100,000 หน่วยต่อ 1 Lot ดังนั้น 0.10 Lot เท่ากับ 10,000 EUR

ศัพท์สำคัญที่ต้องรู้

  • Balance คือยอดเงินในบัญชี ไม่รวมกำไรขาดทุนของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่
  • Equity คือ Balance บวกหรือลบกำไรขาดทุนลอยตัวของออเดอร์ที่เปิดอยู่ เป็นมูลค่าบัญชีที่แท้จริง ณ ขณะนั้น
  • Margin (Used Margin) คือเงินที่ถูกกันไว้สำหรับออเดอร์ที่เปิดอยู่
  • Free Margin คือ Equity ลบ Margin เป็นเงินที่เหลือสำหรับเปิดออเดอร์ใหม่ และใช้รองรับการขาดทุนลอยตัว
  • Margin Level คือ (Equity ÷ Margin) × 100 แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ยิ่งสูงยิ่งปลอดภัย
  • Margin Call คือการแจ้งเตือนเมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับที่กำหนด
  • Stop Out คือระดับที่ระบบเริ่มปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติ เพื่อไม่ให้บัญชีติดลบมากขึ้น

ระดับ Margin Call และ Stop Out ของแต่ละบริษัทตัวกลางไม่เท่ากัน ต้องอ่านเงื่อนไขของบัญชีที่คุณใช้เอง ตัวอย่างด้านล่างสมมติให้ Margin Call ที่ 100% และ Stop Out ที่ 50%

แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ Balance 500 ลบขาดทุนลอยตัว 200 เป็น Equity 300 ซึ่งแบ่งเป็น Margin 110 และ Free Margin 190 พร้อม Margin Level ประมาณ 272.7%

ตัวอย่างบัญชี 500 ดอลลาร์

สมมติฐาน

  • Balance 500 ดอลลาร์
  • Leverage 1:100
  • เปิดออเดอร์ Buy EURUSD ขนาด 0.10 Lot ที่ราคา 1.1000
  • เพื่อความง่าย สมมติว่า Margin คงที่ และ 1 Pip ของ 0.10 Lot มีค่าประมาณ 1 ดอลลาร์

ขั้นที่ 1: คำนวณ Margin

มูลค่าสัญญา = 10,000 × 1.1000 = 11,000 ดอลลาร์

Margin = 11,000 ÷ 100 = 110 ดอลลาร์

ขั้นที่ 2: ตอนเพิ่งเปิดออเดอร์ (ยังไม่มีกำไรขาดทุน)

  • Equity = 500
  • Free Margin = 500 − 110 = 390
  • Margin Level = (500 ÷ 110) × 100 ≈ 454.5%

ขั้นที่ 3: ราคาวิ่งสวนทาง ขาดทุนลอยตัว 200 ดอลลาร์

  • Equity = 500 − 200 = 300
  • Free Margin = 300 − 110 = 190
  • Margin Level = (300 ÷ 110) × 100 ≈ 272.7%

ขั้นที่ 4: ขาดทุนลอยตัว 400 ดอลลาร์

  • Equity = 500 − 400 = 100
  • Free Margin = 100 − 110 = −10
  • Margin Level = (100 ÷ 110) × 100 ≈ 90.9%

ตอนนี้ Free Margin ติดลบ คุณเปิดออเดอร์ใหม่ไม่ได้แล้ว และ Margin Level ต่ำกว่า 100% จึงเข้าเขต Margin Call ตามสมมติฐาน

ขั้นที่ 5: จุด Stop Out

Stop Out ที่ 50% หมายถึง Equity เท่ากับครึ่งหนึ่งของ Margin คือ 110 × 0.5 = 55 ดอลลาร์

ตอนนั้นขาดทุนลอยตัวคือ 500 − 55 = 445 ดอลลาร์ หรือประมาณ 445 Pip ในตัวอย่างนี้ ระบบจะเริ่มปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติ เงินที่เหลือในบัญชีประมาณ 55 ดอลลาร์

บัญชี 500 ดอลลาร์ที่ใช้ 0.10 Lot แค่ออเดอร์เดียว ก็ถูกกันเงินไปแล้วกว่า 20% และมีพื้นที่รับความผันผวนจำกัดมาก

แผนภูมิแท่งแสดง Equity ของบัญชี 500 ดอลลาร์ที่ลดลงเป็น 500, 300, 100 และ 55 ดอลลาร์ เทียบกับเส้น Margin 110 ดอลลาร์ พร้อม Margin Level 454.5%, 272.7%, 90.9% และ 50% ที่จุด Stop Out

เปรียบเทียบกับการใช้ Lot เล็กลง

ถ้าเปิดแค่ 0.02 Lot ที่ราคาเดิม:

  • มูลค่าสัญญา = 2,000 × 1.1000 = 2,200 ดอลลาร์
  • Margin = 2,200 ÷ 100 = 22 ดอลลาร์
  • Margin Level ตอนเปิด = (500 ÷ 22) × 100 ≈ 2,272.7%

ค่า Pip ต่อ 0.02 Lot อยู่ที่ประมาณ 0.20 ดอลลาร์ ราคาต้องวิ่งสวนทางไกลกว่ามากกว่าบัญชีจะเข้าเขตอันตราย ข้อสำคัญคือ ขนาด Lot ที่เล็กลงให้พื้นที่หายใจมากขึ้น โดยที่ Leverage ไม่ได้เปลี่ยนเลย

แถบเปรียบเทียบเงินที่ถูกกันเป็น Margin ในบัญชี 500 ดอลลาร์ ระหว่าง 0.10 Lot ที่ 110 ดอลลาร์ กับ 0.02 Lot ที่ 22 ดอลลาร์

ความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่า Margin ต่ำแปลว่าเสี่ยงต่ำ Margin บอกแค่เงินที่ถูกกันไว้ ส่วนกำไรขาดทุนขึ้นกับขนาด Lot และระยะราคาที่วิ่ง
  • ใช้ Leverage สูงแล้วเปิด Lot ใหญ่เต็มที่ ทำให้ Free Margin เหลือน้อย ราคาสวนไม่มากก็เข้า Margin Call ได้
  • ไม่ตั้ง Stop Loss แล้วปล่อยให้ระบบ Stop Out ตัดแทน ซึ่งมักเป็นการขาดทุนที่ลึกกว่าที่คุณวางแผนไว้
  • เฉลี่ยขาดทุนด้วยการเปิดออเดอร์เพิ่ม ทำให้ Margin ที่ใช้เพิ่มขึ้นและ Margin Level ลดลงเร็วกว่าเดิม
  • ดูแค่ Balance ทั้งที่ควรดู Equity และ Margin Level เพราะ Balance ไม่สะท้อนขาดทุนลอยตัว
  • ไม่รู้ระดับ Margin Call และ Stop Out ของบัญชีตัวเอง แต่ละบัญชีกำหนดไม่เหมือนกัน
  • ลืมว่าราคาอาจกระโดดข้ามระดับ เช่นช่วงข่าวแรง ทำให้ปิดออเดอร์ที่ราคาแย่กว่าที่คาด และในบางกรณีอาจขาดทุนมากกว่าที่คิด ควรศึกษาว่าบัญชีของคุณมีการคุ้มครองยอดติดลบหรือไม่

แนวทางบริหารความเสี่ยงเบื้องต้น

  1. คำนวณ Margin และดู Margin Level ก่อนกดเปิดออเดอร์ทุกครั้ง
  2. กำหนดความเสี่ยงต่อออเดอร์เป็นเปอร์เซ็นต์ของ Equity ที่คุณรับได้ แล้วเลือกขนาด Lot จากระยะ Stop Loss
  3. เผื่อ Free Margin ไว้เสมอ อย่าใช้จนเกือบหมด
  4. ทดลองบนบัญชีทดลอง (Demo) เพื่อดูว่าตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนอย่างไรเมื่อราคาเคลื่อนไหว

สรุป

Margin คือเงินที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกัน Equity คือมูลค่าบัญชีจริง Free Margin คือเงินที่เหลือใช้ และ Margin Level คือเครื่องวัดว่าบัญชียังห่างจากเขตอันตรายแค่ไหน เมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับ Margin Call คุณจะถูกเตือน และถ้าลดลงถึง Stop Out ระบบจะปิดออเดอร์ให้

การเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้คุณเลือกขนาด Lot ได้เหมาะกับเงินทุน แต่ไม่ได้รับประกันผลกำไร การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุน ควรใช้เฉพาะเงินที่รับความเสี่ยงได้เท่านั้น