Margin, Free Margin และ Margin Call คืออะไร อธิบายพร้อมตัวอย่างบัญชี 500 ดอลลาร์
เข้าใจ Margin, Equity, Free Margin, Margin Level, Margin Call และ Stop Out ผ่านตัวอย่างบัญชี 500 ดอลลาร์ เพื่อบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น
บทความนี้เรียบเรียงด้วยระบบอัตโนมัติจากแหล่งข้อมูลท้ายบทความและตรวจทานโดย Admin

เวลาเปิดออเดอร์ในตลาดฟอเร็กซ์หรือทองคำ คุณจะเห็นตัวเลขหลายตัวในหน้าบัญชี เช่น Balance, Equity, Margin และ Free Margin ถ้าไม่เข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณอาจถูกปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติโดยไม่ทันตั้งตัว
บทความนี้จะอธิบายทีละคำ พร้อมตัวอย่างคำนวณจากบัญชี 500 ดอลลาร์
Margin คืออะไร
Margin คือเงินส่วนหนึ่งในบัญชีที่ระบบ "กันไว้" เป็นหลักประกันเมื่อคุณเปิดออเดอร์ มันไม่ใช่ค่าธรรมเนียมและไม่ได้หายไปไหน เมื่อปิดออเดอร์ เงินส่วนนี้จะถูกปล่อยกลับมาเป็นของคุณ (ส่วนกำไรหรือขาดทุนจะคิดแยกต่างหาก)
สูตรโดยทั่วไปสำหรับคู่เงิน:
Margin = (ขนาด Lot × ขนาดสัญญา × ราคา) ÷ Leverage
ตัวอย่าง EURUSD ขนาดสัญญามาตรฐานคือ 100,000 หน่วยต่อ 1 Lot ดังนั้น 0.10 Lot เท่ากับ 10,000 EUR
ศัพท์สำคัญที่ต้องรู้
- Balance คือยอดเงินในบัญชี ไม่รวมกำไรขาดทุนของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่
- Equity คือ Balance บวกหรือลบกำไรขาดทุนลอยตัวของออเดอร์ที่เปิดอยู่ เป็นมูลค่าบัญชีที่แท้จริง ณ ขณะนั้น
- Margin (Used Margin) คือเงินที่ถูกกันไว้สำหรับออเดอร์ที่เปิดอยู่
- Free Margin คือ Equity ลบ Margin เป็นเงินที่เหลือสำหรับเปิดออเดอร์ใหม่ และใช้รองรับการขาดทุนลอยตัว
- Margin Level คือ (Equity ÷ Margin) × 100 แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ยิ่งสูงยิ่งปลอดภัย
- Margin Call คือการแจ้งเตือนเมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับที่กำหนด
- Stop Out คือระดับที่ระบบเริ่มปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติ เพื่อไม่ให้บัญชีติดลบมากขึ้น
ระดับ Margin Call และ Stop Out ของแต่ละบริษัทตัวกลางไม่เท่ากัน ต้องอ่านเงื่อนไขของบัญชีที่คุณใช้เอง ตัวอย่างด้านล่างสมมติให้ Margin Call ที่ 100% และ Stop Out ที่ 50%
ตัวอย่างบัญชี 500 ดอลลาร์
สมมติฐาน
- Balance 500 ดอลลาร์
- Leverage 1:100
- เปิดออเดอร์ Buy EURUSD ขนาด 0.10 Lot ที่ราคา 1.1000
- เพื่อความง่าย สมมติว่า Margin คงที่ และ 1 Pip ของ 0.10 Lot มีค่าประมาณ 1 ดอลลาร์
ขั้นที่ 1: คำนวณ Margin
มูลค่าสัญญา = 10,000 × 1.1000 = 11,000 ดอลลาร์
Margin = 11,000 ÷ 100 = 110 ดอลลาร์
ขั้นที่ 2: ตอนเพิ่งเปิดออเดอร์ (ยังไม่มีกำไรขาดทุน)
- Equity = 500
- Free Margin = 500 − 110 = 390
- Margin Level = (500 ÷ 110) × 100 ≈ 454.5%
ขั้นที่ 3: ราคาวิ่งสวนทาง ขาดทุนลอยตัว 200 ดอลลาร์
- Equity = 500 − 200 = 300
- Free Margin = 300 − 110 = 190
- Margin Level = (300 ÷ 110) × 100 ≈ 272.7%
ขั้นที่ 4: ขาดทุนลอยตัว 400 ดอลลาร์
- Equity = 500 − 400 = 100
- Free Margin = 100 − 110 = −10
- Margin Level = (100 ÷ 110) × 100 ≈ 90.9%
ตอนนี้ Free Margin ติดลบ คุณเปิดออเดอร์ใหม่ไม่ได้แล้ว และ Margin Level ต่ำกว่า 100% จึงเข้าเขต Margin Call ตามสมมติฐาน
ขั้นที่ 5: จุด Stop Out
Stop Out ที่ 50% หมายถึง Equity เท่ากับครึ่งหนึ่งของ Margin คือ 110 × 0.5 = 55 ดอลลาร์
ตอนนั้นขาดทุนลอยตัวคือ 500 − 55 = 445 ดอลลาร์ หรือประมาณ 445 Pip ในตัวอย่างนี้ ระบบจะเริ่มปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติ เงินที่เหลือในบัญชีประมาณ 55 ดอลลาร์
บัญชี 500 ดอลลาร์ที่ใช้ 0.10 Lot แค่ออเดอร์เดียว ก็ถูกกันเงินไปแล้วกว่า 20% และมีพื้นที่รับความผันผวนจำกัดมาก
เปรียบเทียบกับการใช้ Lot เล็กลง
ถ้าเปิดแค่ 0.02 Lot ที่ราคาเดิม:
- มูลค่าสัญญา = 2,000 × 1.1000 = 2,200 ดอลลาร์
- Margin = 2,200 ÷ 100 = 22 ดอลลาร์
- Margin Level ตอนเปิด = (500 ÷ 22) × 100 ≈ 2,272.7%
ค่า Pip ต่อ 0.02 Lot อยู่ที่ประมาณ 0.20 ดอลลาร์ ราคาต้องวิ่งสวนทางไกลกว่ามากกว่าบัญชีจะเข้าเขตอันตราย ข้อสำคัญคือ ขนาด Lot ที่เล็กลงให้พื้นที่หายใจมากขึ้น โดยที่ Leverage ไม่ได้เปลี่ยนเลย
ความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่า Margin ต่ำแปลว่าเสี่ยงต่ำ Margin บอกแค่เงินที่ถูกกันไว้ ส่วนกำไรขาดทุนขึ้นกับขนาด Lot และระยะราคาที่วิ่ง
- ใช้ Leverage สูงแล้วเปิด Lot ใหญ่เต็มที่ ทำให้ Free Margin เหลือน้อย ราคาสวนไม่มากก็เข้า Margin Call ได้
- ไม่ตั้ง Stop Loss แล้วปล่อยให้ระบบ Stop Out ตัดแทน ซึ่งมักเป็นการขาดทุนที่ลึกกว่าที่คุณวางแผนไว้
- เฉลี่ยขาดทุนด้วยการเปิดออเดอร์เพิ่ม ทำให้ Margin ที่ใช้เพิ่มขึ้นและ Margin Level ลดลงเร็วกว่าเดิม
- ดูแค่ Balance ทั้งที่ควรดู Equity และ Margin Level เพราะ Balance ไม่สะท้อนขาดทุนลอยตัว
- ไม่รู้ระดับ Margin Call และ Stop Out ของบัญชีตัวเอง แต่ละบัญชีกำหนดไม่เหมือนกัน
- ลืมว่าราคาอาจกระโดดข้ามระดับ เช่นช่วงข่าวแรง ทำให้ปิดออเดอร์ที่ราคาแย่กว่าที่คาด และในบางกรณีอาจขาดทุนมากกว่าที่คิด ควรศึกษาว่าบัญชีของคุณมีการคุ้มครองยอดติดลบหรือไม่
แนวทางบริหารความเสี่ยงเบื้องต้น
- คำนวณ Margin และดู Margin Level ก่อนกดเปิดออเดอร์ทุกครั้ง
- กำหนดความเสี่ยงต่อออเดอร์เป็นเปอร์เซ็นต์ของ Equity ที่คุณรับได้ แล้วเลือกขนาด Lot จากระยะ Stop Loss
- เผื่อ Free Margin ไว้เสมอ อย่าใช้จนเกือบหมด
- ทดลองบนบัญชีทดลอง (Demo) เพื่อดูว่าตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนอย่างไรเมื่อราคาเคลื่อนไหว
สรุป
Margin คือเงินที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกัน Equity คือมูลค่าบัญชีจริง Free Margin คือเงินที่เหลือใช้ และ Margin Level คือเครื่องวัดว่าบัญชียังห่างจากเขตอันตรายแค่ไหน เมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับ Margin Call คุณจะถูกเตือน และถ้าลดลงถึง Stop Out ระบบจะปิดออเดอร์ให้
การเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้คุณเลือกขนาด Lot ได้เหมาะกับเงินทุน แต่ไม่ได้รับประกันผลกำไร การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุน ควรใช้เฉพาะเงินที่รับความเสี่ยงได้เท่านั้น